littleffrog View my profile

 

ครั้งหนึ่งในชีวิต, เมื่อฉันติดอักษรฯ จุฬา {๑}

 

อ่านก่อนสักนิด*

บทความนี้เป็นเพียงไดอารี่เล็กๆ ที่อยากแชร์ประสบการณ์ของเด็กม.หกคนหนึ่งให้กับรุ่นน้องและผู้ที่สนใจได้อ่าน

ดังนั้นรายละเอียดด้านวิชาการจะมีค่อนข้างน้อย

หากน้องคนไหนสนใจ สามารถเข้าไปดูหลักสูตรของคณะก่อนได้ ที่นี่ ค่ะ

หรือทิ้งคำถามไว้ก็ได้ จะพยายามตอบนะคะ ฮา  - v -

----------------


เมื่อก่อนตอนพี่อยู่ม.ต้น หลายคนถามพี่ว่า อยากจะเข้าสายอะไร

พี่บอกเพื่อนว่า พี่จะเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส, เพื่อนพี่ทำหน้าตกใจ

ไม่แปลกหรอก เพราะโรงเรียนพี่ สายศิลป์-ภาษาเป็นสายที่โดนดูถูกว่าเป็นแหล่งรวมของคนไม่เรียนหนังสือ

พวกไม่เอาถ่าน พวกเกรดไม่ถึง หรืออะไรทั้งหลายที่แย่ๆ ก็มักจะมาอยู่ในนี้หมด

ตัวพี่เองก็โดนปลูกฝังค่านิยมแย่ๆ แบบนี้ จนพี่เกือบจะล้มเลิกที่จะเรียนสายนี้ไปแล้ว

 

....แต่รู้อะไรไหม แรงผลักดันไปสู่ความฝันของใครหลายคน มักจะเกิดจากถ้อยคำสบประมาทเหล่านี้แหละ

 

พี่ไม่เคยรู้จักคณะที่ชื่อ 'อักษรศาสตร์' มาก่อนเลย จนกระทั่งพี่ได้เลือกเรียนสายศิลป์-ภาษา

แล้วมานั่งหาข้อมูลว่า เส้นทางในอนาคต พี่จะเลือกเรียนอะไรได้บ้าง

นิติศาสตร์? เอ่อ ท่องจำกฎหมายเป็นเล่มๆ เซลล์สมองมีไม่ถึงแน่

รัฐศาสตร์? ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การปกครองเนี่ยนะ คงไม่ใช่เราแฮะ

ครุศาสตร์? อันนี้น่าสน แต่สอนตัวเองยังไม่รอดเลย จะให้ไปสอนใคร

อักษรศาสตร์ โอ๊ะ ชื่อคณะฟังดูน่าสนใจ เรียนเกี่ยวกับภาษาแน่ๆ เลย

 

หลังจากที่พี่นั่งศึกษาหาข้อมูล เปิดดูหลักสูตรของคณะอักษรศาสตร์แล้ว

ความจริงข้อหนึ่งที่พี่ค้นพบคือ คณะนี้เรียนภาษาอย่างที่คิดไว้จริงๆ ...แต่ ไม่ได้เรียนแค่ภาษาอย่างเดียว

คณะอักษรศาสตร์ สอนให้เราเรียนรู้ถึงความเป็น 'มนุษย์'

ทั้งความคิด พฤติกรรม การแสดงออก และอีกหลากหลายองค์ประกอบที่หล่อหลอมให้มนุษย์คนหนึ่ง

มีความเป็น 'ปัจเจกชน' ซึ่งตัวเราเองก็ถือเป็นปัจเจกชนคนหนึ่งเช่นกัน

การเรียนรู้มนุษย์ เท่ากับเป็นการเรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้คนรอบข้าง และเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้

โดยที่ภาษานั้น เป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบที่จะทำให้เราเข้าถึงความเป็นมนุษย์ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

 

และความจริงอีกข้อที่พี่ค้นพบคือ คณะนี้แหละที่จะเป็นเป้าหมายในอนาคตของเรา :)

 

พี่เป็นคนชอบเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาอะไรก็ตาม เพราะพี่รู้สึกว่า แค่เราเรียนรู้เพิ่มอีกหนึ่งภาษา

ก็เหมือนเราคุยกับเพื่อนร่วมโลกได้อีกหลายล้านคนทีเดียว

ดังเช่นสุภาษิตฝรั่งเศสทึ่กล่าวไว้ว่า Apprendre une langue, c’est vivre de nouveau.

แปลได้ว่า เริ่มเรียนอีกหนึ่งภาษา ก็เท่ากับว่าคุณได้รับชีวิตใหม่อีกหนึ่งชีวิต นั่นเองค่ะ :)

นอกจากนี้ พี่ยังชอบเรียนประวัติศาสตร์ พี่ชอบศึกษาเรื่องราวและความคิดของคนในอดีต

ถ้าถามว่าทำไม มันสนุกออก เวลาเราได้อ่านอะไรที่มันฟังดูยิ่งใหญ่ผ่านทางหนังสือสักเล่ม

แถมยังเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นอีกด้วย

 

โดยส่วนตัวแล้ว พี่โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับหรือกดดันให้เรียนอะไรเลย

ท่านแค่บอกว่า เรียนในสิ่งที่ชอบ แล้วเราจะมีความสุข

อิสรภาพนี้เองที่ทำให้พี่รู้สึกว่า ในเมื่อพี่ได้เลือกในสิ่งที่พี่ชอบแล้ว พี่ก็อยากทำให้ท่านภูมิใจ

 

ดังนั้น พี่เลยไม่ลังเลที่จะบอกคนอื่นว่า คณะที่พี่อยากเข้า คือ

'คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย'

 

ทีนี้ หลังจากที่มีเป้าหมายคืออักษรจุฬาแล้ว พี่ก็หาข้อมูลต่อ ว่ามันจะต้องทำยังไงถึงจะเข้าไปเรียนได้

เนื่องจากเรายังตกอยู่ในวังวนของระบบแอดมิชชั่น ซึ่งมีการสอบเยอะแยะมากมาย

การมีข้อมูลเกี่ยวกับการสอบที่ดีจึงมีชัยไปกว่าครึ่ง

 

ดูไปดูมา สรุปแล้วคือ คณะอักษรศาสตร์ สาขาวิชาอักษรศาสตร์ เปิดรับสองรอบ

รอบแรก คือรับตรง ใช้คะแนน แพทเจ็ด 25% วิชาภาษาไทย อังกฤษ สังคม ในเจ็ดวิชาสามัญ อย่างละ 25%

รวมเป็น 100% พอดี โดยรับทั้งหมด 240 คน

...240 คน จากคนสมัครเป็นหมื่น โหดได้อีกกกกก

รอบสอง คือแอดมิชชั่นกลาง ใช้ gpax โอเน็ต แกท และแพทเลข รับ 50 คนค่ะ

(ไม่นับรวมอักษร เอกภูมิศาสตร์ ที่รับอีก 25 คน)

ค่ะ พี่ไม่ได้พิมพ์ผิด และน้องอ่านถูกแล้ว ใช้แพทเลข ถ้าถามว่าทำไม

คือรอบแอดมิชชั่นตั้งใจเปิดให้เพื่อเด็กวิทย์หัวใจศิลป์น่ะค่ะ สายศิลป์ภาษาเพียวๆ อย่างเรา

สู้รอบรับตรงเลยดีกว่าเยอะ ตรงกับที่เราเรียนมาด้วย

 

พี่เลยตัดสินใจ เอาน่ะ เป็นไงเป็นกัน สู้รอบรับตรง แล้วเข้าไปเป็นหนึ่งในสองร้อยสี่สิบคนให้ได้

สู้สู้ อักษร จุฬา อยู่ใกล้แค่เอื้อม!

 

พี่เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเอง ตั้งใจเรียนในห้อง โดยเฉพาะวิชาภาษาฝรั่งเศส

เพราะพี่ถือว่าเป็นภาษาใหม่ที่ยังไม่เคยเรียนมาก่อน และทุกคนมีต้นทุนเท่าๆ กัน

ขยันกระจายแว๊บ (คล้ายๆ การผันเวิร์บในภาษาอังกฤษค่ะ แต่ฝรั่งเศส แต่ละประธานจะผันต่างกัน)

พยายามฝึกทำ ฝึกเขียนภาษาฝรั่งเศสด้วยตัวเอง นึกอะไรก็นึกเป็นศัพท์ภาษาฝรั่งเศส เรียกได้ว่าฝรั่งเศสไปหมด

ผลที่ออกมาคือ สอบกลางภาคครั้งแรกของม.4 ได้ฝรั่งเศส 39/40

โห ตอนนั้นคือดีใจมากและงงมาก ไม่คิดว่าคะแนนตัวเองจะขนาดนี้ ฮา

ทีนี้ ยิ่งเรียน พี่ก็ยิ่งรู้สึกชอบภาษาฝรั่งเศสขึ้นไปอีก พี่เลยเข้าใจที่เขาบอกกันว่า ชอบในสิ่งที่ทำ มันเป็นแบบนี้นี่เอง

ส่วนวิชาอื่น เช่น ไทย อังกฤษ สังคม พี่ก็ให้ความสำคัญกับมันเช่นกัน

อย่างว่าแหละ เวลาได้เรียนอะไรที่เราชอบ เราก็มักจะมีความสุขเป็นธรรมดา :)

 

พี่มาเริ่มทบทวนอย่างจริงจังตอนปิดเทอมตุลา ม.5 จำได้ว่าตอนนั้นกวาดหนังสือฝรั่งเศสทุกเล่มที่มีขาย

เอามานั่งเปิด นั่งสรุป นั่งจด ทำความเข้าใจกับเนื้อหาแกรมม่าร์

พี่ได้คุยกับรุ่นพี่ที่ตั้งใจจะเข้าอักษรจุฬาเหมือนกัน เขาก็แนะนำ ให้กำลังใจว่าเราทำได้

รวมถึงเพื่อน ญาติพี่น้อง พ่อแม่ก็คอยเชียร์เรา พี่เลยมีไฟขึ้นมาเลยตอนนั้น

เห็นมั้ย รอยยิ้มและกำลังใจของคนรอบข้างเป็นสิ่งที่สำคัญนะ ขาดไม่ได้เชียวล่ะ

 

รู้ตัวอีกที อ้าว นี่มันม.6 แล้วนี่

พี่ทิ้งทุกอย่างที่ไม่จำเป็นหมดเลย ทั้งนิยาย หนังสืออ่านเล่น เฟซบุ๊กหรือโซเชียลเน็ตเวิร์คก็เล่นน้อยลง

พยายามแบ่งเวลา เพราะพี่เองก็เป็นสภานักเรียน งานโรงเรียน การบ้าน หนังสือที่ต้องอ่าน ตีกันยุ่งไปหมด

พี่คิดว่าการจัดตารางเวลาและลำดับความสำคัญเป็นสิ่งจำเป็นนะ เพราะถ้าเราไม่ได้วางแพลนอะไรไว้เลย

การอ่านหนังสือของเราก็จะไร้ทิศทาง เรียบเรียงเนื้อหา และจับประเด็นไม่ได้

ดังนั้น เราควรต้องวางแผนให้ดี เริ่มตั้งแต่นับว่าเราเหลือเวลาอีกกี่เดือน แล้วจะอ่านอะไร อ่านยังไง วันละกี่ชั่วโมง

มันจะทำให้ชีวิตน้องมีระเบียบขึ้นเยอะเลย

เชื่อพี่เถอะ มันอาจจะลำบาก แต่พอผ่านจุดนั้นมาได้ ก็ทำให้รู้เลยว่ามันคุ้มค่ากับที่เราเหนื่อยไปจริงๆ

 

ได้เวลาลุยสนามสอบแรกแล้ว แกทแพท....

 

----------------

 

ปล. ไม่ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมานานมากแล้ว เขียนไปก็เขินไปค่ะ ฮา

จริง ๆ คือแต่งไว้ให้ตัวเองด้วย คาดว่าจะเก็บไว้อ่าน หากเรียนไปแล้วเกิดหมดไฟค่ะ

น่าจะทำให้พอฮึดได้บ้าง 55555555555

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อค่า ขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามาอ่าน ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ฮี่ :)